กล้านรงค์มั่นใจรัฐ เอกชน ภาคประชาชนร่วมมือแก้คอร์รับชั่นได้

“กล้านรงค์” ระบุรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 กำหนดให้ภาครัฐ เอกชน ส่งเสริมภาคประชาชน ร่วมมือต่อต้านการทุจริต และกำหนดให้พลเมือง ไม่ร่วมมือ หรือสนับสนุนการทุจริตทุกรูปแบบ มั่นใจรัฐธรรมนูญจะปราบโกงได้สัมฤทธิ์ผล

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดสัมมนาหัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่” โดยนายกล้านรงค์ จันทิก ประธานคณะกรรมาธิการการเมือง กล่าวเปิดงานว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้นมา ประกาศว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง และประเด็นที่สำคัญ ในฐานะกรรมาธิการการเมืองก็มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการพิจารณากฎหมาย ศึกษา หรือสอบสวนในเรื่องการเมือง เรื่องการเลือกตั้ง และการบริหารจัดการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องระดมความคิดเห็น และขอความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นให้ได้ผล และมีประสิทธิผล

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดสำคัญหลายจุด โดยเฉพาะการส่งเสริมภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีการกำหนดหน้าที่ของประชาชน หรือพลเมือง ว่าเป็นหน้าที่ของบุคคลที่จะไม่ร่วมมือ หรือสนับสนุนการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ ซึ่งกำหนดไว้ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญนอกจากนั้นยังกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะในการครอบครองของหน่วยงานรัฐ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

“สิ่งสำคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ หน้าที่รัฐในมาตรา 63 เป็นเรื่องสำคัญ มีสาระ 3 ประการ และกำหนดให้เป็นหน้าที่รัฐ คือ 1.ส่งเสริม สนับสนุน ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริต ทั้งรัฐ และเอกชน ให้เขารู้ว่า เมื่อเกิดทุจริตมันเกิดอันตรายกับตัวเขาอย่างไร 2.ต้องมีมาตรการ และกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันทุจริตอย่างเข้มงวด และ 3.ต้องมีกลไกส่งเสริมประชาชน รวมตัวกัน เพื่อให้มีความพร้อมในการให้ความรู้เรื่องที่จะต่อต้านการทุจริต เป็นเรื่องการป้องกันหรือชี้เบาะแส โดยจะต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ นี่คือหัวใจของมาตรา 63 และเป็นหัวใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมป้องกันการทุจริต” นายกล้านรงค์ กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ และกฎหมายลูกใหม่ยังคงให้อำนาจหน้าที่ ป.ป.ช.ในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งตามกฎหมายใหม่ ป.ป.ช.จะมีภารกิจที่เข้มข้นขึ้น มีอำนาจที่จะส่งมอบเรื่องร้องเรียนทุจริตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ เพื่อช่วยลดความหนาแน่นของสำนวนที่อยู่ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ซึ่งจะทำให้การพิจารณาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และคดีค้างเก่าที่ยังอยู่ในการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งแต่ละเดือนจะมีสำนวนเข้ามายัง ป.ป.ช.เดือนละ 500 เรื่อง และคาดว่าสำนวนที่เข้าสู่ ป.ป.ช.จะน้อยลง นอกจากนี้ในอนาคต ป.ป.ช.จะมีอำนาจในการทวงคืนทรัพย์สินในต่างประเทศให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ สนช.จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาตรการติดตามทรัพย์สินของภาครัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบ

ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า นอกจากเรื่องการปราบปรามแล้ว ป.ป.ช.ยังมีหน้าที่ป้องกันการทุจริตด้วยการเสนอแนะมาตรการต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะเป็นหัวใจการป้องกันการทุจริต ด้วยการอาศัยความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันในการป้องกันการทุจริต.-สำนักข่าวไทย